ตามล่าหาสีชมพูฟรุ้งฟริ้ง…นางพญาเสือโคร่งบานที่เชียงใหม่

ทริปนี้เราตั้งใจตามหาซากุระหรือนางพญาเสือโคร่ง หลังจากพลาดโอกาสมาหลายปี เพราะนางพญาเสือโคร่งจะบานสะพรั่งแค่เพียง 2 – 3 สัปดาห์เท่านั้น เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมเป็นต้นไปจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ แต่ก็จะบานไม่พร้อมกัน บางที่เพิ่งบานแต่ที่อื่นโรยแล้วก็มีทั้ง ๆ ที่อยู่ใกล้ ๆ กัน ทริปนี้โชคดีเรามาถูกจังหวะในช่วงต้นเดือนมกราคม เลยได้เห็นสีชมพูยังบานสะพรั่งละลานตา ดีต่อใจจริง ๆ  เราแบ่งทริปออกเป็นทิศเหนือกับใต้ของตัวเมืองเชียงใหม่ เริ่มจากที่ที่มีซากุระของจริงกันเลย “ดอยอ่างขาง” ซากุระของจริงที่เอามาปลูกจากญี่ปุ่นยังบานสะพรั่งสีชมพูสด ถึงต้นจะไม่ใหญ่มากนักแต่ความสวยไม่เป็นรองใคร จุดที่เราสามารถชมซากุระคือแปลงปลูกผักเมืองหนาว โครงการหลวงอ่างขาง สวน 80 ปี ซอยก่อนถึงโครงการหลวง และตามเส้นทางเที่ยวดอยอ่างขาง  นอกจากซากุระและนางพญาเสือโคร่งแล้ว อ่างขางยังมีที่เที่ยวฟิน ๆ อีกหลายจุดที่ไม่ควรพลาดอย่างไร่ชา 2000 ไร่สตอเบอร์รี่ที่มีผลผลิตตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงมีนาคม แปลงกุหลาบ ที่ชาวเขาช่วยกันปลูกส่งให้ทางโครงการหลวงนำมาจำหน่าย เรามีโอกาสได้คุยกับชาวเขาที่ดูแลแปลงกุหลาบอยู่ ชาวเขาบอกว่าทั้งหมดนี้ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นคนลงทุนริเริ่มการปลูกเอาไว้ให้พวกเขา ทำให้มีรายได้จากการขายกุหลาบ มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจนทุกวันนี้ ฟังแล้วตื้นตันใจจนบอกไม่ถูก ไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่าพวกเขารักพระองค์มากแค่ไหน เราขอแนะนำให้ไปดูพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านได้ที่พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 ฝาง อยู่ทางขึ้นดอยอ่างขางนี่แหละ จะเป็นประวัติของการก่อตั้งโครงการหลวงและร้านดอยคำ ชาวเขาเมื่อปลูกพืชได้จะส่งผลผลิตมาที่นี่ แปรรูป และส่งขายตามร้านดอยคำทั่วประเทศ  เอาล่ะ…

ไปอุทัย กินอะไรดี

หิวของคาว บะหมี่เจ้เน้ย จุดเด่นของร้านบะหมี่เจ้เน้ยอยู่ที่เส้นหมี่ไข่ที่ทำเองวันต่อวัน และมีกรรมวิธีการลวกเส้นและปรุงรสที่เป็นเคล็ดลับเหมาะกับเส้นแบบที่ทำขึ้นเอง รวมถึงหมูแดงก็ทำเองเช่นกัน เมนูที่น่าสนใจมีทั้งบะหมี่เกี้ยว บะหมีหมูแดง และกระเพาะปลา ร้านอยู่ตรงข้ามกับศาลเจ้าปุ่นเถ่ากง ใกล้ๆกับสะพานเดินข้ามไปวัดอุโปสถาราม ขนาดร้านเล็กๆ เก่าแก่เปิดมาแล้วกว่า 80 ปี เปิดตั้งแต่เวลา 12.00-15.00 น. เพียง 3 ชั่วโมงเท่านั้น โทร. 0 5652 0444, 08 8818 6191 สวนอาหารนกน้อย อาหารอร่อยบรรยากาศริมน้ำ เป็นเอกลักษณ์ของสวนอาหารนกน้อย เมนูแนะนำส่วนใหญ่ก็จะเป็นเมนูปลาเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศริมน้ำสะแกกรังซึ่งถือเป็นจุดเด่นของร้านนี้ ไม่ว่าจะเป็น ปลาแรดทอดน้ำปลา ฉู่ฉี่ปลาเนื้ออ่อน ทอดมันปลากราย เนื้อปลากรายผัดขี้เมา ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. โทร. 0 5651 1925 ข้าวมันไก่โกตี๋ จัดเป็นร้านเก่าแก่อีกร้านหนึ่งของเมืองอุทัย เปิดกิจการมาแล้วกว่า 50 ปี เป็นข้าวมันไก่สูตรไต้หวัน มีน้ำจิ้มมาให้สองแบบ นอกจากข้าวมันไก่ก็ยังมีเมนูอื่นๆที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น กระเพาะปลา หมูกรอบ เป็ดย่าง…

ความหนาวและสวนดอกไม้ ที่ไม่ต้องไปไกล บ้านแก่นมะกรูด อุทัยธานี

ใครจะรู้ว่าเราจะสามารถไปสัมผัสกับอากาศหนาวและสวนไม้ดอกเมืองหนาวได้โดยไม่ต้องไปไกลถึงเชียงใหม่หรือเชียงราย แค่ไม่ถึงครึ่งทางจากกรุงเทพฯ จังหวัดอุทัยธานีนี่ไง เส้นทางหลวงหมายเลข 333 จากอำเภอบ้านไรไปประมาณ 37 กิโลเมตร เราก็จะได้พบกับสวนดอกไม้เมืองหนาวที่มีชื่อว่า สวนพฤกษศาสตร์แก่นมะกรูด ที่นี่มีการปลูกพืชเมืองหนาวและจัดเป็นสวนสวยไว้ให้นักท่องเที่ยวได้มาถ่ายภาพพร้อมกับชื่นชมความงามของไม้ดอกนานาพรรณ ที่นี่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 700 เมตร ทำให้มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี โครงการไม้เมืองหนาวที่แก่นมะกรูดเกิดขึ้นจากโครงการหลวงที่ตั้งใจจะสร้างอาชีพให้กับชาวเขาเพื่อที่จะไม่ต้องทำลายป่า และจัดทำสวนสวยงามเพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในพื้นที่และได้ซื้อผลิตภัณฑ์จากชาวเขาโดยตรง โดยได้ประโยชน์ทั้งชาวเขาที่ได้ขายผลิตผลทางการเกษตรโดยไม่ต้องเดินทาง นักท่องเที่ยวก็ได้ประโยชน์จากการซื้อสินค้าได้ในราคาถูก ที่ด้านในยังมีสวนสตรอว์เบอรี่ และร้านกาแฟสุดชิคชื่ออุ๊ยกื๋อ (เป็นภาษากระเหรี่ยงแปลว่าอร่อย) โดยใช้เมล็ดกาแฟที่ชาวเขาปลูกเอง บรรยากาศจากร้านแกแฟที่นี่ไม่เหมือนที่ไหนจริงๆ ก่อนกลับจากบ้านไร่แวะนมัสการหลวงพ่อองค์ใหญ่ที่วัดผาทั่ง ทางเดินเข้าไปที่องค์พระเป็นรูป “มกร” กลืนกินพญานาค อันเป็นคติความเชื่อของชาวเหนือ องค์หลวงพ่อโตมีความสูง 52 เมตร หน้าตักกว้าง 23 เมตร ปางประทานพร ที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือ แผนที่สวนพฤกษศาสตร์แก่นมะกรูด วัดผาทั่ง

เรียนรู้เรื่องราวในอดีตของอุทัยธานี ผ่านพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นจังหวัดอุทัยธานี

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่สามารถเรียนรู้เรื่องราวจังหวัดอุทัยธานีจากอดีตจนถึงปัจจุบันเป็นที่ไหนไม่ได้นอกจากที่นี่..พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมท้องถิ่นจังหวัดอุทัยธานี ในอดีตอาคารแห่งนี้ก่อนที่จะเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เคยเป็น “โรงเรียนเบญจมราชูทิศ” ที่ได้รับชื่อพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.6) อันมีความหมายถึงสร้างเพื่ออุทิศให้พระมหากษัติรย์องค์ที่ 5 เป็นอาคารไม้มี 2 ชั้น ภายในแบ่งเป็นห้องเรียนต่าง ๆ ภายหลังได้ยุบรวมกับโรงเรียนอุทัยทวีเวท เปลี่ยนชื่อโรงเรียนใหม่มาเป็น “อุทัยวิทยาคม” ซึ่งชื่อนี้เป็นชื่อที่ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นคนตั้ง จึงทำให้ชาวอุทัยฯ บางคนรู้สึกเสียดายที่ชื่อพระราชทานจาก รัชกาลที่ 6 หายไป แล้วหลังจากนั้นก็ได้บูรณะให้เป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมท้องถิ่นจังหวัดอุทัยธานี และตามห้องเรียนก็เปลี่ยนเป็นแหล่งเรียนรู้ต่างๆ แตกต่างกันออกไป ในชั้นที่ 1 ห้องแรกจะเป็นห้องที่ทำให้ผู้ที่มาเยี่ยมรู้จักกับสถานที่แห่งนี้คือ ” ห้องประวัติความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์ฯ” ตั้งแต่กำเนิดจนถึงปัจจุบัน ภายในจะเป็นบรรยากาศที่จะทำให้ทุกคนคิดถึงสมัยเด็ก จากสื่อการเรียนการสอนสมัยก่อน รูปภาพโรงเรียน นักเรียน และครูในสมัยที่ยังเป็นโรงเรียน อุปกรณ์การเรียนในสมัยนั้น ในสมัยนั้นนักเรียนเขียนตัวเขียนภาษาอังกฤษได้สวยและมีระเบียบมาก ทำให้อยากย้อนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งนึง ห้องถัดมาเรียนรู้เกี่ยวกับอาชีพของชาวอุทัยฯ กันบ้างกับห้องที่มีชื่อว่า ” ห้องอาชีพของคนจังหวัดอุทัยธานี” ห้องนี้จะแสดงให้เห็นถึงวิถีการดำรงชีวิตของชาวอุทัยธานี เนื่องจากจังหวัดอุทัยธานีอยู่ในพื้นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำ ลำคลองไหลผ่านหลายสาย จึงทำให้การทำนาเป็นที่แพร่หลายในจังหวัดนี้ ในส่วนก็จะมีเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆในการทำนา และการทอผ้าที่เป็นที่แพร่หลายในจังหวัดอุทัยธานีจะมีอุปกรณ์ที่ใช้ในการทอผ้า อาจทำให้ผู้ที่มารับชมสนใจอยากลองทำนาหรือทอผ้าเพื่อเข้าใจในวิถีชีวิตของชาวอุทัยฯ ก็เป็นได้ และห้องสุดท้ายเป็นห้องที่ขาดไม่ได้เลย เพราะห้องนี้เป็นห้องที่เกี่ยวกับวีรบุรษที่ชื่อว่า นายสืบ นาคะเสถียร…

อนุสรณ์สถานแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์ทหาร แหล่งเรียนรู้เพื่อรำลึกถึงผู้เสียสละ

ใครที่ผ่านไปผ่านมาบริเวณช่วงถนนพหลโยธินบรรจบกับถนนวิภาวดี จะเห็นอาคารรูปร่างแปลกตา ซึ่งคนส่วนใหญ่อาจจะรู้จักในชื่ออนุสรณ์สถานฯ แต่จะมีซักกี่คนที่จะรู้ว่าที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ทหารอีกแห่งหนึ่งที่มีความสมบูรณ์แบบมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ข้างในมีอะไรบ้างเราไปดูกัน เมื่อเราเข้ามาในบริเวณของอนุสรณ์สถาน เราก็จะพบกับพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ที่นำเอาอาวุธยุโธปกรณ์ต่างๆ ที่ปลดระวางแล้ว มาจัดแสดงให้เราได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นรถหุ้มเกราะ รถถังจนไปถึงอากาศยานต่างๆ ให้เราได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิด และเมื่อเดินเข้าไปถึงตัวอาคาร ที่ด้านหน้าของอาคารทรงไทยประยุกต์ จะเป็นลานประกอบพิธี ซึ่งลานกว้างซึ่งใช้ในการประกอบพิธีวางพวงมาลาในพิธีสำคัญต่างๆ และยังใช้เป็นสถานที่สำหรับต้อนรับประมุข หรือบุคคลสำคัญทั้งในและต่างประเทศ โดยลานนี้สามารถตั้งแถวกองทหารเกียรติยศได้ถึง 3 กองร้อย อาคารทรงไทยไทยประยุกต์ที่เห็น ก็คืออาคารประกอบพิธี โดยก่อนที่เราจะเข้าไปในอาคาร ที่ด้านหน้าของอาคารเราจะพบกับดวงโคมนิรันดร์ประภา ที่เป็นตัวแทนของเกียรติคุณของทหารกล้า ที่จะสถิตอยู่ในใจปวงชนชาวไทยตลอดไป ภายในอาคารมีสิ่งที่น่าสนใจคือ พระบรมรูปมหาราช 9 พระองค์ ภาพเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่พระราชทานให้กับทหารที่ผ่านสงครามต่างๆมา มีลักษณะเป็นกระจกสีอยู่ที่ผนังอาคาร และภาพสิ่งมงคล 8 ประการที่เป็นกระจกสีเช่นเดียวกัน และยังมีภาพการก่อตั้งราชธานีที่ 4 แห่งเป็นภาพจำหลักนูนต่ำบนแผ่นไม้สักทอง นอกจากนี้ภายในอาคารแห่งนี้ ยังเป็นที่เก็บดินสมรภูมิ ซึ่งเก็บมาจากสมรภูมิรบในครั้งอดีต โดยมีการศึกษาถึงยุคสมัยของชั้นดินที่เกิดเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ต่างๆ เพื่อเป็นตัวแทนของทหารในครั้งอดีตที่ยังไม่เคยมีการจารึกชื่อในประวัติศาสตร์มาก่อน ถัดจากอาคารประกอบพิธี ก็จะเป็นอาคารแปดเหลี่ยมมียอดแหลมที่เราคุ้นตาเมื่อมองจากภายนอก เป็นอาคารประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ทหาร โดยด้านหน้าอาคารเป็นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับยืนขนาดเท่าพระองค์จริง แกะสลักด้วยหินอ่อนจากอิตาลี โดยชั้นที่ 1 จัดแสดงหุ่นจำลองของเหตุการณ์สงครามต่างๆ ที่กองทัพไทยเข้าไปมีส่วนในการรบ 5…

ร้านขนม & Café ใน จ.ขอนแก่นที่เห็นแล้วต้องยอมอ้วน

Neighbour Café คาเฟ่สีขาวเล็กๆ ของสองพี่น้องที่มีใจรักในการทำขนมแห่งนี้ซ่อนตัวอยู่ในซอยเล็ก ๆ ใจกลางเมืองขอนแก่น ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแถมเจ้าของร้านยังน่ารักเป็นกันเอง ให้บรรยากาศเหมือนไปเที่ยวบ้านเพื่อนตามคอนเซ็ปของร้าน ทำให้มีแฟนประจำแวะเวียนมาชิมขนมที่มีเมนูหลากหลาย ผลัดเปลี่ยนไปตามไอเดียของเจ้าของร้านที่มักคิดค้นเมนูแปลกๆ ใหม่ๆ อยู่เสมอ หรือใครอยากจะมานั่งทำงานในบรรยากาศชิว ๆ ก็สามารถทำได้ เมนูแนะนำในช่วงนี้คือ เค้กกล้วยหอม Waffle Whole Wheat  อบใหม่ ๆ เมนูเครื่องดื่มก็แปลกใหม่ไม่เหมือนใครอย่าง Banoffee Twist ที่ดัดแปลงจากขนมมาเป็นน้ำปั่นที่เข้ากันได้ดี หรือ Taro Milk Shake ก็กลมกล่อมหวานกำลังดี สำหรับคอกาแฟก็อย่าพลาดลาเต้อาร์ทสวย ๆ รสกลมกล่อมหอมกรุ่น Neighbour Café เปิดทุกวันเวลา 10.30 – 19.00 น. fb : Neighbour Café พิกัด 16.42564,102.83661 ปั้นแป้ง ร้านเค้กเล็ก ๆ ตกแต่งในสไตล์มินิมอลแบบญี่ปุ่นร้านนี้ฝีมือการทำเค้กไม่ธรรมดาที่ใครชอบทานเค้กไม่ควรพลาด เค้กของที่นี่จะทำสดใหม่อยู่เสมอ ด้วยเค้กแต่ละชนิดจะมีแฟนประจำที่คอยแวะเวียนมาซื้อ ใครมาช้าเค้กที่เล็งไว้อาจจะหมดได้ ที่นี่จะมีหลากหลายเมนู รสชาติหอมละมุน ไม่หวานมากนัก เมนูยอดนิยมเช่น…

ตะลุยเที่ยวย่านสาทรใต้ ศูนย์รวมทางศาสนาและความเชื่อ

ชื่อ “สาทร” ไม่ได้ให้ความรู้สึกถึงว่าจะมีแหล่งที่เที่ยวเลย นึกถึงแหล่งออฟฟิสมากกว่า แต่หลังจากได้ศึกษาข้อมูลดูก็รู้ว่ากรุงเทพมหานครเป็นเมืองเก่าอายุเกินกว่า 200 ปี ไม่ว่าจุดไหนแหล่งไหนก็ล้วนแต่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาซ่อนอยู่ จึงไม่น่าแปลกที่ย่านกลางเมืองอย่างสาทรจะมีสถานที่ที่น่าสนใจซ่อนอยู่เช่นกัน เริ่มจากวัดเซ็นต์หลุยส์ วัดคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก แห่งนี้สร้างขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งเบาคริสตศาสนิกชนจาก วัดอัสสัมชัญ และวัดกาลหว่าร์ เนี่องจากทั้งสองวัดนั้นมีผู้มาเข้าร่วมพิธีกรรมเป็นจำนวนมากทำให้เริ่มแออัด วัดเซนต์หลุยส์แห่งนี้เริ่มใช้งานอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1957  ลักษณะอาคารเป็นอิฐก่อ มีจากเปิดช่องแสงให้เข้าไปด้านในอาคาร และอาคารมีระบบปรับอากาศ จากวัดเซ็นต์หลุยส์เราไปกันต่อที่ศาสนสถานของศาสนาอิสลามบ้างนั่นก็คือ มัสยิดยะวา ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยชาวชวาที่ย้ายมาอาศัยอยู่บริเวณสาทรใต้ ซึ่งเมื่อย้ายมาแรกๆ ยังไม่มีที่ประกอบศาสนกิจ จึงมีชาวยะวาด้วยกันที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นยกที่ดินให้เพื่อทำการปลูกสร้างเป็นมัสยิด โดยมัสยิดยะวาแห่งนี้มีความโดดเด่นที่หลังคาที่มีความเป็นเอกลักษณ์ เป็นสถาปัตยกรรมแบบยะวาหรือชวา โดยถึงแม้จะผ่านการซ่อมแซมครั้งใหญ่มาถึงสองครั้ง แต่ก็ยังคงเก็บรักษาหลังคาแบบเดิมไว้ ถือเป็นมัสยิดอีกแห่งหนึ่งที่มีความน่าสนใจในบริเวณสาทรใต้ ถัดจากมัสยิดยะวา เลี้ยวซ้ายมาตามทางซอยโรงน้ำแข็ง จนถึงแยกซอยเจริญราษฎร์ 3 เราก็จะพบกับซุ้มประตูจีนด้านซ้ายมือ จะเป็นทางเข้าของสุสานแต้จิ๋ว ถ้าคนที่เกิดทันในยุค 30-40 ปีก่อนคงจะเคยได้ยินชื่อป่าช้าวัดดอน ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ได้กลายมาเป็นสวนสาธารณะที่มีผู้คนเข้ามาออกกำลังกาย และมีการจัดสวนตกแต่งอย่างสวยงาม และมีศาลเจ้าที่เป็นอาคารแบบจีน รวมถึงศาลาและสิ่งตกแต่งก็ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ประเทศจีน และที่ใกล้ๆกันก็จะเป็นทีตั้งของวัดปรก ซึ่งวัดปรกแห่งนี้เป็นวัดของชาวมอญหรือชาวรามัญ มีลักษณะคล้ายกับวัดของพม่า สร้างมากว่า 70 ปี โดยชาวมอญที่อพยพมาจากหงสาวดี โดยจุดเด่นของวัดมอญที่เห็นได้ชัดคือมีการประดับด้วยหงส์ อันเป็นความเชื่อของชาวมอญถึงเรื่องต้นกำเนิดเมืองหงสาวดี…

สัมผัสวิถีชีวิตพื้นบ้านผ่านศิลปะแห่งความศรัทธา “ฮูปแต้ม สิมอีสาน” จ.ขอนแก่น

สิมวัดไชยศรี ภาพจิตรกรรมฝาผนังอันสวยงามแปลกตาแห่งนี้หลายคนอาจจะคุ้นเคยดี เพราะปรากฎในสื่อต่าง ๆ ของ ททท. อยู่บ่อยครั้งทั้งในปฎิทิน หรืออนุสาร อสท. แต่หลายคนก็ยังไม่มีโอกาสได้ไปเยือนสถานที่จริงสักครั้ง สิม เป็นภาษาอีสาน มาจากคำว่าสีมา หรือโบสถ์นั่นเอง สิมวัดไชยศรีแห่งนี้มีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ชาวอีสานเรียกกันว่า ฮูปแต้ม หรือรูปแต้ม ที่ถูกวาดลงบนผนังสิมทั้งภายนอกและภายใน โดยช่างพื้นบ้านชาวมหาสารคามชื่อ นายทอง ทิพย์ชา ด้านในจะวาดเป็นเรื่องราวพุทธประวัติ ส่วนด้านนอกวาดเรื่องนิทานพื้นบ้านสังข์สินไชย เวสสันดรชาดก และภาพทวารบาล ลักษณะที่โดดเด่นสะดุดตาคือการใช้สีในโทนพาสเทล อย่างสีคราม เหลือง ขาว ทำจากวัสดุธรรมชาติดูนุ่มนวลสบายตา วัดแห่งนี้ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมดั้งเดิมของชาวอีสานไว้คือ ไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเข้าไปในสิม ซึ่งช่างเขียนตั้งใจแต้มฮูปด้านนอกด้วย เพื่อให้ผู้หญิงสามารถชมความงามของฮูปแต้มได้ด้วย วัดไชยศรีอยู่ห่างจากอำเภอเมืองขอนแก่นประมาณ 20 กิโลเมตร สิมน่าชมในจังหวัดขอนแก่น สิมวัดมัชฌิมวิทยาราม อ.บ้านไผ่ ฮูปแต้มวาดแบบเต็มผนังเรื่องพระเวชสันดรชาดกทั้งสี่ทิศอยู่ภายนอกสิม เริ่มจากกัณฑ์ทศพรถึงนครกัณฑ์รวม 9 ห้อง มีคำบรรยายใต้ภาพทำให้เข้าใจง่าย บันไดทางเข้าสิมมีรูปปั้นพญานาค 2 ตัว สิมวัดสนวนวารีพัฒนาราม อ.บ้านไผ่ สิมขนาดเล็กแต่ทรงคุณค่าด้วยสถาปัตยกรรม ผนังด้านข้างเจาะวงโค้งแทนการใส่บานหน้าต่างเป็นเอกลักษณ์ของช่างฝีมือชาวญวน โดดเด่นด้วยฮูปแต้มนิทานพื้นบ้านเรื่องสังข์สินไชย แม้การเขียนเรื่องราวจะไม่ร้อยเรียงลำดับและสลับไปมา หรือสัดส่วนเล็กบ้างใหญ่บ้าง แต่ก็ถือเป็นเส่นห์ของฮูปแต้มอีสานที่สร้างสรรค์งานอย่างอิสระเสรี สิมวัดสระทอง (บ้านบัว)…

เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นแบบยั่งยืนผ่านเส้นทางผ้า ที่กลุ่มหัตถกรรมคุ้มสุขโข จ.ขอนแก่น

หลายๆ จังหวัดในภาคอีสานก็มักจะมีการทอผ้าไหมที่ได้ชื่อว่าสวยงามไม่แพ้ภาคอื่นๆ แต่ที่จังหวัดขอนแก่นมีแหล่งผลิตผ้าไหมที่ได้สร้างเอกลักษณ์และความแตกต่างจากที่อื่นๆ คือกลุ่มหัตถกรรมคุ้มสุขโข ที่ตั้งอยู่ในแหล่งผ้าไหมที่ขึ้นชื่อของขอนแก่นคือที่ อ.ชนบท ในชุมชนบ้านดอนข่า ที่นี่มีการทอผ้าไหมมัดหมี่ โดยใช้เส้นไหมออร์แกนิก ซึ่งในแต่ขั้นตอนการผลิตไม่มีการใช้สารเคมีเข้ามาเป็นส่วนประกอบตั้งแต่การปลูกหม่อนโดยใช้ปุ๋ยธรรมชาติที่ได้จากการย้อมเส้นไหมแบบย้อมเย็น ซึ่งเป็นการย้อมที่ไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงและสีที่นำมาย้อมก็นำมาจากวัสดุธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีการออกแบบลายผ้าไหม โดยมีการรวมลาย 9 ลาย แล้วตั้งชื่อว่า ผ้าไหมมัดหมี่เฉลิมพระเกียรติลายนพเก้า ถือเป็นสินค้า OTOP ระดับ 5 ดาวของที่นี่ ใครที่อยากชมการทอผ้าและการย้อมไหมสีธรรมชาติแบบย้อมเย็น สามารถไปชมได้ที่กลุ่มหัตถกรรมคุ้มสุขโข โดยสามารถเลือกซื้อผ้าไหมไทยคุณภาพดีจากที่นี่ด้วย กลุ่มหัตถกรรมคุ้มสุขโขตั้งอยู่ที่ บ้านดอนข่า ตำบลชนบท อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น โทร 08 5008 2264 คุ้มสุขโขจัดว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ทำให้เราเข้าถึงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมจริงๆ

ทะเลบัวแดง ที่เที่ยวสุดฮิตสุดฮิปเมืองอุดร

ทุ่งดอกบัวสีชมพูเข้มตั้งอยู่นี่หนองหาน อำเภอกุมภวาปี บางคนอาจจะสับสนกับอำเภอหนองหาน แต่ทุ่งบัวแดงนี้อยู่ที่อำเภอกุมภวาปี ไม่ได้อยู่ที่อำเภอหนองหาน และมีบางส่วนอยู่ในเขตอำเภอประจักษ์ศิลปาคม ที่หนองหานแห่งนี้เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของผู้คนที่นี่ และยังมีความสำคัญต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ใช้หนองน้ำแห่งนี้เป็นที่หากิน ทำให้เราได้เห็นทั้งวิถีชีวิตและธรรมชาติ อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพาอาศัยกัน โดยปกติแล้วบัวแดงจะออกดอกบานให้เราเห็นในช่วงฤดูหนาวประมาณเดือนธันวาคม ถึง กุมภาพันธ์ของทุกปี แต่เนื่องจากสภาพอากาศในปีนี้ (พ.ศ.2559) มีการเปลี่ยนแปลงมาก ทำให้บัวเลื่อนการออกมาเป็นเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ซึ่งก็ยังทำให้เราสบายใจว่าบัวแดงเหล่านี้ยังไม่หายไปจากหนองหาน และยังมีปริมาณมากเหมือนเดิม ถึงจะชื่อว่าบัวแดง แต่สีจริงๆจะเป็นสีชมพูออกเข้ม ชื่อภาษาอังกฤษเรียกว่า Water Lily เจริญเดิบโตได้ดีในที่ที่น้ำสะอาดแสงแดดส่องถึง บางปีน้ำในหนองขุ่นก็จะส่งผลให้ดอกออกน้อย อาจต้องใช้เวลาพักฟื้นบ้าง แต่ปีนี้ถือว่าดอกออกมากทำให้ได้ภาพที่สวยงาม การเดินทางมาชมทะเลบัวแดงมีท่าเรือที่นิยมใช้อยู่สองแห่ง แห่งแรกที่บ้านเดียม ที่นี่เป็นที่แรกๆที่มีการให้บริการเรือนำเที่ยวชมทะเลบัวแดง มีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ โดยผู้นำชุมชน โดยการเดินทางจะใช้เส้นทางถนนมิตรภาพ ออกจากเมืองอุดรธานีไปประมาณ 26 กิโลเมตร ประมาณ กม.ที่ 428 จะมีป้ายบอกทางไปทะเลบัวแดงให้เลี้ยวซ้ายที่ถนนทางหลวงชนบท อด.1071 เข้าไปจะมีป้ายบอกตลอดทางจนไปถึงบ้านเดียม โดยสามารถติดต่อจองเรือล่วงหน้าได้ที่เบอร์ 08 9395 0871 ค่าเรือลำละ 500 บาท นั่งได้ลำละ 8 คน ส่วนอีกที่จะเป็นที่บ้านแชแลเป็นท่าเรือเล็กกว่า ปกติจะเป็นท่าเรือที่ชาวบ้านใช้ข้ามไปวัดดอนหลวงซึ่งจะเป็นวัดที่อยู่กลางหนองทะเลบัวแดง…

พาไปเที่ยวสวนมะม่วงหาวมะนาวโห่ จ.สมุทรสงคราม

ใครกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ ๆ ในจังหวัดสมุทรสงคราม นอกจากตลาดน้ำอัมพวา อุทยาน ร.2 ล่องเรือชมหิ่งห้อยแล้ว เราจะพาไปเที่ยวสวนเกษตรอินทรีย์ในอำเภอบางคนที ที่นี่คือ บ้านสวนมะนาวโห่ลุงศิริ “มะม่วงหาวมะนาวโห่” คืออะไร เป็นยังไง มันคือ ผลไม้ชนิดหนึ่งรูปร่างคล้าย ๆ ลูกเชอร์รี่ ผลสุกจะเป็นสีม่วงรสชาติเปรี้ยว ผลไม่สุกสีขาวเหลือบแดงก็รับประทานได้รสชาติฝาด เดี๋ยวเราจะมาเล่าสรรพคุณให้ฟังกัน ที่สวนลุงศิรินี้เมื่อเดินเข้ามาจะเจอบรรยากาศร่มรื่นต้นไม้เขียวขจี มีการตกแต่งสวนอย่างสวยงาม เอาพร้อพต่าง ๆ มาวางประดับสวน ทำให้มีมุมถ่ายรูปเก๋ ๆ ต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่แผ่กิ่งก้านกลายเป็นร่มเงาทำให้สวนร่มรื่น เมื่อเงยหน้าไปมองจะเจอลูกมะม่วงหาวมะนาวโห่สีสันต่าง ๆ ทั้งลูกยังไม่สุกจะมีสีขาวเหลือบแดง จนถึงลูกสุกจะมีสีแดงเข้มไปจนถึงสีม่วง น่ารักน่าถ่ายรูป ยิ่งสวนตั้งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลองมีมุมนั่งเล่นริมน้ำ ลมพัดเย็น ๆ เพลินอย่าบอกใคร มะม่วงหาวมะนาวโห่ มีสรรพคุณที่เป็นประโยชน์มากมาย ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันเบาหวานและมะเร็ง ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด มีวิตามินซีสูงทำให้ร่างกายแข็งแรง เสริมสร้างคอลาเจน ป้องกันเซลล์สมองเสื่อม และอื่น ๆ สรรพคุณมากมายอย่างนี้เค้ามีผลการวิจัยรองรับด้วยนะ ทางสวนลุงศิริจึงได้ทำการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อให้รับประทานง่าย ทั้งน้ำไซเดอร์มะม่วงหาวมะนาวโห่ น้ำมะม่วงหาวมะนาวโห่รสชาติต่าง ๆ  ไวน์ มะม่วงหาวมะนาวโห่ลอยแก้ว สามรส ไอศกรีม…

หลีกหนีความวุ่นวาย พักกายเบา ๆ ที่เกาะพยาม

ใครกำลังมองหาเกาะเงียบ ๆ มีความเป็นส่วนตัว น้ำทะเลใส ๆ ทรายขาว ๆ ต้องที่นี่เลย เกาะพยาม หนึ่งในเกาะทางฝั่งทะเลอันดามันที่ยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก มาดูกันว่าภายใน 1 วันบนเกาะพยามเราไปเที่ยวไหนกันได้บ้าง รับรองว่าเก๋ไก๋ไม่เหมือนใครแน่นอน การเดินทางบนเกาะพยามนั้นนักท่องเที่ยวจะนิยมเช่ารถมอเตอร์ไซด์ซึ่งค่าเช่าวันละ 200-300 บาทเท่านั้น แต่เรามีกัน 5 ชีวิตที่แต่ละคนก็ขี่มอเตอร์ไซด์กันไม่แข็งแรง เราจึงเช่าพาหนะคู่ใจเก๋ไก๋ไม่เหมือนใครนั่นคือ รถสามล้อนั่นเอง ราคารวมแล้วก็ไม่ต่างกับการเช่ามอเตอร์ไซด์มากนักแถมยังมีคุณลุงใจดีเป็นโชเฟอร์ ถนนบนเกาะแคบเนื่องจากชาวบ้านจะสัญจรโดยรถมอเตอร์ไซด์ และถนนบางช่วงจะเป็นถนนลูกรังขรุขระนั่งกันหัวสั่นหัวคลอน ก็ได้อารมณ์สนุกไปอีกแบบ เมื่อได้พาหนะคู่ใจแล้วไปลุยกันเลย เริ่มต้นด้วยการไหว้พระเพื่อความเป็นสิริมงคลกันที่ วัดเกาะพยาม อยู่ใกล้ ๆ ท่าเรือนี่เอง จุดเด่นของที่นี่คือพระอุโบสถกลางน้ำ ก่อนเรือจะเทียบท่าที่เกาะพยามเราจะเห็นพระอุโบสถแห่งนี้โดดเด่นมีสะพานทอดยาวออกไปกลางทะเล นอกจากพระอุโบสถแล้วยังมีพระวิริยะ ชัยมงคล ตั้งอยู่บนเนินเขาเล็ก ๆ หันหน้าออกทะเล วัดแห่งนี้มีพระจำพรรษาอยู่เพียงไม่กี่รูปซึ่งช่วยกันดูแลวัด กลางวันเราแวะที่ ร้านลูกเต๋า ตรงบริเวณใกล้ๆ กับท่าเรือ กินอาหารที่ขึ้นชื่อของเกาะพยามนั่นก็คือ พริกแกงราดข้าว พริกแกงที่นี่จะใช้เป็นพริกแกงพม่า ซึ่งมันจะคล้ายกับน้ำพริกคั่วแห้งแบบไทย รสชาติอร่อยกลมกล่อมมาก ส่วนใครจะเลือกผัดกับเนื้อสัตว์ชนิดใดก็สามารถเลือกได้ตามความชอบ แต่ขอแนะนำเป็นเต้าหู้ผัดพริกแกงราดข้าว มาพร้อมกับเต้าหู้ทอดร้อนๆ แซบสุดๆ บลูสกาย รีสอร์ท เราแวะหาของอร่อย…