เดินชิว อิ่มตัวแตก ใน 1 วันที่จันทบุรี

วันนี้เราพาไปเที่ยว จ.จันทบุรี มาดูกันว่าใน 1 วัน เราไปเที่ยวที่ไหนกันดี เริ่มกันที่ “ชุมชนตลาดริมน้ำจันทบูร” กันก่อน เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง เราพุ่งตรงไปที่ร้านก๋วยจั๊บป้าไหม แค่เดินผ่านก็ได้กลิ่นหอมของน้ำซุปใส่เครื่องเทศที่เคี่ยวโดยใช้เตาถ่านโชยมา รสชาติเข้มข้นแทบไม่ต้องปรุงเลยล่ะ เรามากันวันธรรมดาก็เลยไม่ต้องต่อคิว ได้ข่าวว่าถ้าเสาร์อาทิตย์คนจะเยอะมาก ทานเสร็จเราไปเดินชมอาคารบ้านเรือนเก่าแก่ที่สร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ตึกในย่านนี้จะเป็นตึกทรงยุโรปเพราะสมัยนั้นชาวตะวันตกได้เข้ามาค้าขายที่จ.จันทบุรี ชุมชนนี้ถือเป็นศูนย์กลางทางการค้า พ่อค้าวาณิชจะล่องเรือสินค้าแล้วมาขึ้นฝั่งบริเวณนี้ จนได้รับอิทธิพลด้านสถาปัตยกรรมมาด้วย ชาวจันทบุรีมีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์และสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นโดยเฉพาะเรื่องอาหาร เราลองไปชิมขนมที่ชาวบ้านที่นี่เค้าทำมาตั้งแต่สมัยรุ่นบรรพบุรุษ อย่างข้าวตังโบราณหอมมันหวาน ๆ เค็ม ๆ รสเข้มข้นที่หากินได้ยาก ขนมไข่กรอบนอกนุ่มใน ไอศกรีมจรวด น้ำมะปี๊ดเปรี้ยวปรี๊ดสมชื่อ หรือจะนั่งจิบกาแฟสบาย ๆ ที่คาเฟ่แบบคนรุ่นใหม่ก็ได้ จากนั้นเราข้ามสะพานจากชุมชนริมน้ำมาที่โบสถ์คริสต์ “อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล“ โบสถ์คริสต์ที่สวยงามที่สุดในประเทศไทย อายุกว่า 100 ปี เพื่อสักการะพระแม่มารี ทั้งองค์เก่าที่นำมาจากประเทศฝรั่งเศส และองค์ใหม่ที่ประดับด้วยอัญมณีเลอค่า ฝีมือประณีตสวยงาม อย่าพลาดชมกระจกสีสเตนกลาสที่ประดับรอบตัวโบส์ที่มีอายุเก่าแก่ไม่แพ้กัน บันไดวนที่ใช้ลิ่มเข้าเดือยโดยไม่ใช้ตะปู แท่นเทศน์อายุเก่าแก่ แกะสลักสวยงามมาก ๆ ดูแล้วอลังการสวยงามประทับใจ ท้องเริ่มหิวขนมเราแวะร้านกาแฟเก๋ ๆ “KAYS Expresso Bar” วันนี้เราสั่งกาแฟโมจิโต รสชาติเข้มกำลังดีไม่ขมมาก หอมกาแฟคั่วใหม่ และขนมฮันนี่โทสต์ชาโคล กรอบนอกนุ่มในอร่อย…

สักการะ 3 เจดีย์ศักดิ์สิทธิ์ที่เมืองเกินร้อย…ร้อยเอ็ด

ขอเชิญสายบุญมาทางนี้เลยจ้าา เตรียมตัวใส่ผ้าไทยนุ่งซิ่นไปทำบุญกันเถอะ วันนี้แอดมินจะพาเหล่าสายบุญ มาสะสมแต้มบุญกันที่จังหวัดร้อยเอ็ด หลาย ๆ คนชอบมาทำบุญกันที่ภาคอีสานเพราะนอกจากจะมีวัดหลายแห่งให้ไปสักการะแล้ว เกจิอาจารย์ชื่อดังส่วนใหญ่ก็ถือกำเนิดมาจากภาคอีสาน แอดมินขอแนะนำจังหวัดร้อยเอ็ดเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และสวยงามเป็นเอกลักษณ์ที่สายบุญห้ามพลาดเลยล่ะ วันนี้แอดมินขอยกมาแนะนำ 3 เจดีย์ศักดิ์สิทธิ์ที่รับรองว่ายิ่งใหญ่อลังการแน่นอน ตามมาร่วมสาธุด้วยกันเลยค่ะ พระเจดีย์มหามงคลบัว พระเจดีย์แห่งนี้อยู่ที่ตำบลหนองแวง อำเภอเมืองร้อยเอ็ดนี่เอง เป็นเจดีย์สีทองกลางทุ่งนามองเห็นมาแต่ไกล สร้างขึ้นจากดำริของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน แห่งวัดป่าบ้านตาด เพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมสำหรับพุทธศาสนิกชนและลูกศิษย์ที่เลื่อมใสศรัทธาในคำสอนของหลวงตามหาบัว  หลังจากที่หลวงตามหาบัวได้ละสังขารในปี พ.ศ. 2554 พระเจดีย์แห่งนี้ก็กลายเป็นอนุสรณ์ให้พุทธศาสนิกชนได้มากราบไหว้เพื่อรำลึกถึงหลวงตามหาบัว ภายในพระเจดีย์มี 4 ชั้น เป็นที่ประดิษฐานของพระประธาน และรูปเหมือนของเกจิอาจารย์แห่งภาคอีสานหลายรูปให้ได้สักการะ ห้องสมุดที่รวบรวมหนังสือธรรมะและคำเทศน์ของหลวงตา ห้องเพลงพื้นบ้านภาคอีสานเพื่อสืบทอดไว้ให้รุ่นลูกหลาน ตามดำริของหลวงตา และใครอยากพักกายพักใจก็มีห้องนั่งสมาธิด้วยนะ พระเจดีย์หินทราย วัดป่ากุงหรือวัดประชาคมวนาราม เจดีย์หินทรายแห่งแรกในประเทศไทย ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระเจดีย์บรมพุทโธ ในประเทศอินโดนีเซีย เมื่อครั้งที่หลวงปู่ศรี มหาวิโร ได้เดินทางไปสักการะจนเกิดความประทับใจ ศิษยานุศิษย์จึงรวมใจสามัคคีกันสร้างพระเจดีย์ที่สวยงามแปลกตาแห่งนี้ เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความสามัคคีและความดีของหลวงปู่ องค์พระเจดีย์สร้างลดหลั่นเป็นชั้นลงมาถึง 7 ชั้น แต่ละชั้นสร้างเป็นเจดีย์องค์เล็กตกแต่งด้วยภาพแกะสลักนูนต่ำเป็นเรื่องราวต่าง ๆ เช่น พุทธประวัติ พระเวสสันดรชาดก ชัยมงคลคาถา สังเวชนียสถาน 4…

เที่ยวสไตล์สายฮิป…ที่กาฬสินธุ์

ใครว่ากาฬสินธุ์ไม่มีอะไร แต่ในความไม่มีอะไรนี่แหละ มันมีอะไรซ่อนอยู่ อ่ะงงล่ะสิ เราว่าทุกที่มันก็มีเสน่ห์ในตัวของมันเอง หลายคนคงเบื่อกับเมืองที่นักท่องเที่ยวไปกันเยอะๆ ลองมาหาเมืองใหม่ ๆ ที่ยังมีบรรยากาศเงียบสงบ ชาวบ้านยังอยู่กันอย่างไม่เร่งรีบ ของกินของใช้ราคาก็ถูกสบายกระเป๋า เพราะยังไม่เป็นเมืองท่องเที่ยว ผู้คนยิ้มแย้มเป็นมิตรแม้เราเป็นคนต่างถิ่น นี่แหละเสน่ห์ของกาฬสินธุ์ อย่างที่รู้กันว่าการเดินทางในภาคอีสานยังไม่ค่อยสะดวกเพราะที่เที่ยวแต่ละที่อยู่ไกลกันแถมรถโดยสารก็ไม่ค่อยมี แต่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเรา เราบินมาลงที่ จ.ร้อยเอ็ด แล้วเช่ารถขับเอง จากร้อยเอ็ดไปกาฬสินธุ์แค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น มาดูกันว่าเรามาทำอะไรบ้างที่กาฬสินธุ์     1. เดินดูบ้านไม้เก่าในเมือง เราชอบเดินดูบ้านเรือนตึกเก่า ๆ ถ่ายรูปประตูหน้าต่างสวย ๆ ที่กาฬสินธุ์จะมีย่านวัดกลาง ที่เป็นบ้านไม้เก่าแก่อายุ 80-100 ปี ที่ผู้คนยังอาศัยอยู่ แต่มีบางบ้านก็ร้างไปแล้ว รถราที่นี่ยังไม่เยอะเลยเดินเล่นได้อย่างชิว ๆ ใครอยากมาเดินเล่นให้มาตรงวัดกลางแล้วเดินเล่นรอบ ๆ วัดได้เลย         2. นั่งชิวร้านกาแฟ ในเมืองเล็กๆ เราคิดว่าน่าจะมีร้านกาแฟเก๋ ๆ อยู่ที่ไหนซักที่ เราเดินมาเจอร้าน Cafe de Supak กับร้าน…

เที่ยวไหนดีที่ศรีสะเกษ เมืองแห่งกลิ่นอายวัฒนธรรมขอม

ถ้าพูดถึงศรีสะเกษ สิ่งแรกที่นึกถึงคือปราสาทโบราณอารยธรรมขอม ที่เป็นรากลึกทางวัฒนธรรมของปราสาทต่าง ๆ ในภาคอีสานของไทย น่าเสียดายที่ปราสาทเขาพระวิหารอันยิ่งใหญ่อลังการไม่สามารถเข้าไปชมได้ แต่ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกหลายแห่งรอให้เราไปเยี่ยมชม มีที่ไหนกันบ้าง ในทริปนี้เราเดินทางจากกรุงเทพฯ โดยเครื่องบินไปลงที่จ.อุบลราชธานี จากนั้นนั่งรถตู้สายกันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ และต่อด้วยรถโดยสารไปที่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร หรือว่าจะเช่ารถขับที่สนามบินก็มีให้บริการ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงเศษเท่านั้น เริ่มด้วยการออกตามหาร่องรอยของอารยธรรมขอม ที่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารแห่งนี้ นอกจากป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ภายในอุทยานแห่งชาติแล้ว สิ่งที่ไม่ควรพลาดคือ ผามออีแดง เดินจากจุดบริการนักท่องเที่ยวไม่ไกลเราก็มาถึง จุดชมวิวผามออีแดง หน้าผาสูงชันที่เป็นปราการธรรมชาติแบ่งเขตแดนไทย-กัมพูชา มองไปด้านล่างจะเห็นดินแดนฝั่งกัมพูชามีป่าไม้ขึ้นอย่างหนาแน่นเขียวขจีไกลสุดสายตา ในวันที่อากาศปลอดโปร่งจะมองเห็นปราสาทเขาพระวิหารตั้งอยู่บนเขาอยู่ลิบๆ ให้ได้จินตนาการว่าถ้าเข้าไปดูใกล้ ๆ จะยิ่งใหญ่อลังการขนาดไหน ถ้ามาในช่วงเช้าที่อากาศเย็นหรือมีความชื้นสูง ใครโชคดีจะได้เห็นทะเลหมอกที่เป็นจุดที่สวยงามอีกจุด หรือถ้ามาช่วงเย็นชมพระอาทิตย์ตกดินก็สวยงามไปอีกแบบ เมื่อเดินตามสะพานไม้เลาะไปตามริมหน้าผามออีแดงด้านขวาลึกลงไปเป็นป่าไม้เขียวขจีในเขตกัมพูชาพอให้ได้เสียวเล็กน้อย เดินไม่ไกลจะพบภาพสลักนูนต่ำ เทพ 3 องค์ขนาดเท่าคนจริง อายุไม่ต่ำกว่า 1,000 ปี เชื่อว่าเป็นภาพที่สลักขึ้นเพื่อซ้อมมือก่อนเริ่มแกะสลักจริงที่ปราสาทเขาพระวิหาร หลายคนคิดว่านี่เป็นสิ่งเล็ก ๆ แต่มันแสดงถึงศิลปะที่บ่งบอกถึงความรุ่งเรืองในอดีตของอารยธรรมขอมที่ยังคงหลงเหลืออยู่อย่างค่อนข้างสมบูรณ์ จากนั้นถ้าอยากชมปราสาทขอมอย่างใกล้ชิด ลองแวะไปที่ปราสาทโดนตวล เป็นปราสาทหินแบบขอมขนาดไม่ใหญ่ สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 15 – 16 ตั้งอยู่บริเวณบ้านภูมิซรอล ตำบลบึงมะลู อำเภอกันทรลักษ์…

เที่ยวงานบุญบั้งไฟ สีสันมันส์สุดที่ยโสธร

ถ้านึกถึงงานประเพณีของภาคอีสานแล้ว หลายคนคงนึกถึงงานบุญบั้งไฟ จ.ยโสธร เรียกว่าเป็นงานที่ทุกคนรอคอย ชาวบ้านจากอำเภอต่าง ๆ ใน จ.ยโสธร จะร่วมใจกันแสดงฝีมือในการตกแต่งขบวนบั้งไฟสีสันแสบทรวงเข้าประกวดในนามของวัดต่าง ๆ ในแต่ละอำเภอของตน งานนี้ไม่มีใครยอมใครเลยล่ะ ยังนึกถึงปีที่แล้วที่เราและแก๊งค์เพื่อนไปรอชมขบวนแห่กันถึงขอบถนนแบบริงไซด์ นอกจากการตกแต่งขบวนบั้งไฟที่งัดเอาไอเดียสุดบรรเจิดมาตกแต่งบั้งไฟแล้ว ผู้เข้าร่วมขบวนแห่ก็ต้องจัดเต็มไม่แพ้กัน   ทั้งนางรำ คนถือป้าย ขบวนวงดนตรีที่เล่นเพลงเซิ้งแบบมันหยด สร้างบรรยายกาศงานได้ม่วนคัก ทั้งชาวยโสธร นักท่องเที่ยว ผู้เฒ่าผู้แก่ก็ต้องขอเซิ้งกันลืมแก่ ขนาดคนหนุ่มสาวอย่างพวกเรายังต้องยอมแพ้กันเลยล่ะ   และวันต่อมาจะเป็นไฮไลท์คือการแข่งจุดบั้งไฟ ใครขึ้นสูงและนานที่สุดชนะ นี่ก็ลุ้นกันตัวโก่งเพราะมันเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรี ฮาๆๆ แต่ไม่เป็นไร ใครแพ้ปีนี้ ปีหน้าก็มาแข่งกันใหม่ บั้งไฟนี้ถือว่าเป็นเทคโนโลยีการทำจรวดของไทยเลยนะ แต่วัตถุประสงค์ดั้งเดิมจริง ๆ เค้าจุดขึ้นเพื่อบูชาพญาแถนเทพที่ดูแลให้ฝนตกตามฤดูกาล จะจัดขึ้นในช่วงก่อนเข้าฤดูฝนตามตำนานความเชื่อของชาวอีสาน เรียกว่ามางานเดียวจะได้สัมผัสทั้งความสนุก วัฒนธรรม ความเชื่อ วิถีชีวิตจิตวิญญาณของชาวอีสานอย่างแท้ทรู   ถ้าอยากลองสัมผัสบรรยากาศม่วนซื่นที่บรรยายเท่าไหร่ก็คงไม่เหมือนได้ไปเที่ยวเอง และถ้าใครเบื่อที่เที่ยวเดิมๆ ลองออกไปสัมผัสวิถีชีวิตผู้คนแบบได้อารมณ์ความมันส์ของงานประเพณีพื้นบ้านชาวอีสาน เตรียมตัวกันให้พร้อม ปีนี้เค้าจัดกันในวันที่ 12-13 พฤษภาคม 2561 ที่สวนสาธารณะพญาแถน ในอำเภอเมืองยโสธร วันเสาร์จะเป็นการประกวดขบวนแห่บั้งไฟ ส่วนวันอาทิตย์เป็นการแข่งจุดบั้งไฟ

ตามล่าไดโนเสาร์…กาฬสินธุ์

ไฮไลท์สำคัญเมื่อมาเยือนกาฬสินธุ์คือการได้มาศึกษาเรื่องสัตว์ดึกดำบรรพ์อย่าง “ไดโนเสาร์” สถานที่ที่จะให้ความรู้เรื่องนี้ได้ดีที่สุดคือ “พิพิธภัณฑ์สิรินธร” หลายคนอาจจะคิดว่าจังหวัดอื่นก็มีไดโนเสาร์ทำไมต้องมาที่กาฬสินธุ์ด้วย เพราะที่นี่จัดเป็นสถานที่สำคัญที่ใช้สำหรับศึกษาฟอสซิลของไดโนเสาร์ที่ดีที่สุดในประเทศไทย รับรองว่ามาที่นี่คุ้มค่าแน่นอน พื้นที่บริเวณภาคอีสานตอนกลางนี้ มีการพบซากฟอสซิลไดโนเสาร์มากมายหลายจังหวัด แต่เหตุที่เลือกใช้กาฬสินธุ์เป็นศูนย์กลางในเรื่องนี้เพราะที่ภูกุ้มข้าว อำเภอสหัสขันธ์แห่งนี้ มีการพบฟอสซิลของไดโนเสาร์พันธุ์กินพืชที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งการค้นพบซากที่สมบูรณ์นี้ มีความสำคัญมากในแง่โบราณคดีทางธรณีวิทยา เพราะทำให้เราได้รับรู้ถึงพฤติกรรมของไดโนเสาร์เหล่านี้ในยามที่มีชีวิต จึงถือได้ว่าพิพิธภัณฑ์สิรินธรเป็นสถานที่ที่ไม่ควรพลาด นอกจากความรู้ที่ได้แล้ว พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังมีการจัดแสดงที่สวยงาม อาคารที่มีหลังคาโดมโปร่งแสงตรงกลางที่มีความเท่มาก ไม่แพ้พิพิธภัณฑ์ในต่างประเทศเลย เมื่อเราได้รู้เรื่องราวของไดโนเสาร์ในเรื่องวิชาการแล้ว เราไปตามล่าหาไดโนเสาร์กันต่อ  เราจะพาไปถ่ายภาพกับไดโนเสาร์ขนาดเท่าตัวจริงกันที่  Dinosaur Park ในอำเภอสหัสขันธ์ และที่สวนสาธารณะแก่งดอนกลาง ในเมืองกาฬสินธุ์ บรรยากาศจะเหมือนย้อนยุคเข้าไปอยู่ในยุคไดโนเสาร์จริง ๆ เลยล่ะ ในเมื่อกาฬสินธุ์เป็นเมืองที่ผูกพันกับไดโนเสาร์ขนาดนี้เรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต คนกาฬสินธุ์ก็ไม่ได้หยุดแค่นี้ ยังมีการแอบใส่ลูกเล่นเล็ก ๆ ให้ผู้มาเยือนอย่างเรา ๆ ได้ค้นหาความกิ๊บเก๋ กับเมนูอาหารสุดน่ารักน่าถ่ายรูปอย่าง ขนมปังปิ้งไดโนเสาร์ โรตีไดโนเสาร์ ปังเย็นไดโนเสาร์ ปาท่องโก๋ไดโนเสาร์ ขนมชั้นไดโนเสาร์และที่เด็ดสุดคือข้าวจี่ไดโนเสาร์ที่มีให้เลือกทั้งแบบชุบไข่และไม่ชุบไข่ หน้าตาน่ารัก เห็นแล้วบอกได้เลยว่าคนกาฬสินธุ์มีความสร้างสรรค์ขนาดไหน ของกินเก๋ ๆ แบบนี้ เราหากินได้ที่ตลาดโรงสีกลางเมืองกาฬสินธุ์ ที่นี่เป็นโรงสีเก่าที่ดัดแปลงมาเป็นตลาดจำลองบรรยากาศย้อนยุคได้อย่างมีสไตล์ มีทั้งของกินของใช้ที่วัยรุ่นชาวกาฬสินธุ์นิยมมานั่งชิวหาของกินและชอปปิ้ง ใครอยากมาเดินเล่นที่นี่เค้าเปิดทุกวันตั้งแต่เช้าถึงห้าทุ่ม มาเยือนกาฬสินธุ์ครั้งนี้ได้ทั้งความรู้ ความบันเทิง…

ทุกสิ่งสร้างสรรค์ ณ กาฬสินธุ์

ได้ยินชื่อจังหวัดกาฬสิทธุ์ หลาย ๆ คนมักจะนึกไปถึงเมืองเล็ก ๆ ยากจน ไม่มีอะไรเที่ยว แต่เดี๋ยวนี้กาฬสินธุ์เปลี่ยนไปแล้ว ลบภาพเดิมออกไปให้หมด เดี๋ยวนี้เมืองกาฬสินธุ์เค้ามี concept ใหม่แล้วนะว่า “ทุกสิ่งสร้างสรรค์ ณ กาฬสินธุ์” เป็นยังไงเดี๋ยวจะพาไปดูกัน เริ่มจาก landmark สุดเจ๋งที่นี่เลย “สะพานเทพสุดา” เป็นสะพานข้ามอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว ที่อำเภอสหัสขันธ์ มีความยาวถึง 2 กิโลเมตร สะพานแห่งนี้มีความสำคัญในเรื่องการเชื่อมโยงการเป็นประตูสู่อินโดจีน เพราะช่วยลดระยะทางจากหนองคายไปมุกดาหารได้ถึง 100 กิโลเมตร นอกจากความสำคัญด้านเศรษฐกิจแล้ว ยังถือว่าเป็นจุดถ่ายรูปที่เจ๋งมาก เพราะสะพานยาวจนสุดสายตาเลยทีเดียว ไม่ไกลจากสะพานเทพสุดาก็เป็นที่ตั้งของ “พิพิธภัณฑ์สิรินธร” ที่นี่ถือเป็นพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ที่ดีที่สุดในอาเซียน แล้วยังเป็นที่ตั้งของศูนย์วิจัยด้านไดโนเสาร์ที่ใหญที่สุดในประเทศไทยอีกด้วย เมื่อย่างก้าวเข้ามาที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เราจะสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของสัตว์ขนาดใหญ่ที่เคยอาศัยอยู่บนโลก ด้วยความที่ที่แห่งนี้ เป็นแหล่งขุดค้นที่พบฟอสซิลไดโนเสาร์กินพืชที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุดในประเทศ ซึ่งการค้นพบฟอสซิลที่สมบูรณ์นี้ ถือว่าเป็นประโยชน์ต่องการวิจัยด้านไดโนเสาร์เป็นอย่างมาก บริเวณที่ขุดพบคือบริเวณภูกุ้มข้าวใกล้กับวัดสักกะวัน อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ นอกจากจะจัดแสดงเรื่องราวของไดโนเสาร์ที่น่าสนใจแล้ว ยังมีเรื่องของการกำเนิดจักรวาลและโลก การกำเนิดของสิ่งมีชีวิตขึ้นบนโลก จนถึงการเกิดและสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ และการกำเนิดมนุษย์ ซึ่งมีความน่าสนใจมาก และนอกจากฟอสซิลของไดโนเสาร์แล้ว ยังมีฟอสซิลของปลาโบราณที่ขุดพบจากภูน้ำจั้น ที่อำเภอกุฉินารายน์อีกด้วย…

ย้อนอดีตอันรุ่งเรืองของอาณาจักรอยุธยา ความสัมพันธ์ไทยฮอลันดา

วันนี้จะพาทุกคนย้อนอดีตอันรุ่งเรืองของอาณาจักรอยุธยา ในสมัยที่เป็นเมืองหลวงของสยาม คงจำกันได้ในบทเรียนประวัติศาสตร์ที่ชาวฮอลันดาเข้ามาทำการค้ากับสยาม เราไปดูกันว่ามีเรื่องราวความเป็นมาน่าสนใจอย่างไร ก่อนอื่นเราขอท้าวความประวัติศาสตร์กันซักนิด ในสมัยอยุธยา ไทยจัดว่าเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่มีความสำคัญมาก มีการทำการค้าขายกับต่างแดนหลายประเทศ หนึ่งในนั้นก็คือประเทศเนเธอร์แลนด์ หรือ ฮอลแลนด์ ซึ่งเรียกตัวเองว่า ฮอลันดา หรือดัชต์ โดยเข้ามาทำการค้าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2145 ในนามของบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา (Verenigde Oost-Indische Compagnie – VOC) ซึ่งถือเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดที่เข้ามาทำการค้าในสมัยนั้น สินค้าที่ VOC ให้ความสนใจได้แก่ ดีบุก หนังกวาง หนังปลากระเบน ไม้ฝาง ข้าว และสินค้าอื่น ๆ ขณะเดียวกันก็นำ ผ้าพิมพ์ลายจากอินเดีย เงินจากญี่ปุ่น เข้ามาค้าขายแลกเปลี่ยน ชาวฮอลันดา นอกจากจะสนใจเรื่องการทำการค้ากับไทยแล้ว ยังให้ความสนใจในเรื่องทางการฑูต ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตของคนไทย โดยจะเห็นได้จากบันทึกของเจ้าหน้าที่ VOC หลาย ๆ คนที่เคยมาประจำอยู่ในประเทศไทย เมื่อมาถึงบ้านฮอลันดาจะเสมือนย้อนเวลาไปสู่อดีต ตัวอาคารเป็นสไตล์ตะวันตกในสมัยก่อนแต่ได้รับการปรับปรุงให้สวยงาม บ้านฮอลันดาหรือสำนักงานของ VOC แห่งนี้ ตั้งอยู่ที่ตำบลคลองสวนพลู อำเภอเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน โดยอาคารเดิมได้เสียหายไปในสมัยเสียกรุงครั้งที่…

ตะลุยกิน ตะลุยช้อป ที่ตลาดในตำนาน อ.ต.ก. น่ากินไปซะทุกอย่าง

ฮัลโหลลล วันหยุดอย่างนี้เราจะชวนเพื่อน ๆ ไปหาอะไรทานที่ตลาด อ.ต.ก. กัน หลาย ๆ คนต้องเคยได้ยินชื่อตลาดนี้เพราะอยู่คู่กรุงเทพฯ มานาน เป็นตลาดขวัญใจบรรดาแม่ ๆ ของพวกเราเลยทีเดียว  ลองมาดูว่าที่นี่เค้ามีอะไรบ้าง ไปกันข่ะ ที่นี่มีทุกสิ่งให้เลือกสรร เป็นตลาดที่สะอาดสะอ้านไม่เหมือนกับตลาดสดทั่วไปนะจ๊ะ เรียกว่าเป็นตลาดต้นแบบเลยแหละ เค้าจะแบ่งเป็นโซน ๆ มาเริ่มที่โซนแรกคือยกทะเลมาไว้ที่นี่เลยจ้าาาา โซนอาหารทะเล สด ๆ ตัวใหญ่มากกกก เค้าส่งตรงมาจากภาคใต้ มีทั้งกุ้งหอยปูปลา น่าซื้อไปปิ้งกินกะแก๊งเพื่อนคงฟินน่าดู แล้วยังมีปลาแซลมอนสด ๆ แร่ขายกันเป็นชิ้น ๆ ดูแล้วก็เหมือนตลาดปลาซึกิจิเลยแหละ มโนไปซะ นอกจากของสดแล้วยังมีโซนอาหารทะเลแห้ง เหมือนยกตลาดหนองมน หรือบ้านเพมาไว้ที่นี่เลยล่ะ เดินเข้ามาอีกหน่อยจะเจอผัก ผลไม้ตามฤดูกาล คัดมาแต่ลูกโต ๆ ของดีมีคุณภาพ สด ๆ ใหม่ ๆ จากสวน ดูแล้วน่ากินทั้งนั้นเลย อยากกินอะไรที่นี่มีทุกสิ่ง เดินไปกินไปเพลินไปอี้กกก เดินไปเดินมาเริ่มหิวละ เราไปร้านส้มตำที่พลาดไม่ได้เมื่อมาที่นี่ คือ ร้านสุดใจไก่ย่าง ร้านส้มตำในตำนาน แซบนัวอร่อยทุกอย่างจริง…

ล่องน้ำชมธรรมชาติไปกับ…… Little Amazon Takuapa (คลองสังเน่ห์)

เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเคยได้ยินกันมาแล้วว่าประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวมากมายที่มีเอกลักษณ์คล้ายคลึงกับต่างประเทศ อย่างเช่น แกรนด์แคนยอนเมืองไทย (ผาช่อ จ.เชียงใหม่) ฟูจิเมืองไทย (ภูป่าเปาะ จ.เลย) หรือมัลดีฟเมืองไทย (The Blue Sky Resort จ.ระนอง) กันมาแล้ว วันนี้ผมจะพาทุกคนไปชมกับอีกสถานที่หนึ่ง ซึ่งไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีในประเทศไทยเช่นกันนั่นก็คือ….. Amazon เมืองไทยนั่นเองงงงงง คลองสังเน่ห์ หรือ Little Amazon Takuapa เป็นอีกสถานที่หนึ่ง ซึ่งจะสามารถสร้างความเพลิดเพลินไปกับการล่องเรือชมธรรมชาติที่ไม่ได้ปรุงแต่งแม้แต่อย่างใด บอกได้เลยว่า… “ไม่ได้โม้” เพราะภายในป่าแห่งนี้ยังคงความเป็นป่าดิบชื้นและมีสัตว์อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โดยระยะทางในการล่องเรือประมาณ 2 กิโลเมตร หรือประมาณ 1 ชั่วโมง เราจะได้พบกับต้นไม้นานาชนิด แต่ที่เป็นจุดเด่นที่สุดก็คือต้นไทร เพราะต้นไทรที่นี่สูงและใหญ่มาก ขนาดว่าในบางช่วงต้นไทรทั้ง 2 ฝั่งแตกกิ่งก้าชนกันจนกลายเป็นซุ้มเลยทีเดียว และยังมีพร็อพถ่ายรูปเป็นรากต้นไทรที่ยาวจากต้นลงมาถึงพื้นน้ำอีกด้วย หลาย ๆ คนที่ชอบถ่ายรูปคงจะโพสท่าก็เป็นสิบ แต่ก็ระวังตกน้ำหน่อยนะ….แฮร่ ไฮไลท์ที่นี่จะเป็นอะไรไปไม่ไม่ได้นอกจากการเห็น “งู” ตัวเป็น ๆ ที่อยู่บนกิ่งไม้อย่างใกล้ชิด (จะดีใจดีไหมเนี่ย) เช่น งูปล้องทอง…

Stanley Mini Venture เมืองเล็กๆ ที่พื้นที่ไม่เล็ก

หากคุณเป็นคนนึงที่สนใจของเล่น เช่น รถไฟ ตัวตุ๊กตุ่น (ฟิกเกอร์) และสถานที่จำลองต่าง ๆ คุณไม่ควรพลาดที่นี่ “Stanley Mini Venture” “Stanley Mini Venture” ศูนย์รวมโมเดลจำลองขนาดจิ๋วที่มีอัตราส่วน 1:87 ที่อาจจะทำให้ใครหลาย ๆ คนตื่นเต้นไปกับเมืองจำลองที่เหมือนคนจิ๋วใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนั้นจริง ๆ และสะท้อนให้เห็นเรื่องราวต่าง ๆ ของสถานที่นั้น งั้นมาดูกันว่าสถานที่ต่าง ๆ เป็นอย่างไรกันบ้าง เริ่มจากจุดแรก ”เมืองแห่งทรัพยากร” เมืองนี้เป็นเมืองที่น่าสนใจเมืองหนึ่ง ซึ่งจะแสดงให้เห็นในส่วนของพลังงานและวัตถุที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน ในส่วนนี้ก็จะมีการจำลองเขื่อนกักน้ำที่ใช้ในการปั่นไฟฟ้า และรูปแบบในการทำเหมืองแร่ว่าก่อนที่เราจะได้ใช้กระป๋อง จาน ชาม หรือวัสดุที่ผลิตจากดีบุกมีกระบวนการทำอย่างไร ดูไปดูมาเหมือนโมเดลพวกนั้นทำงานกันจริง ๆ เพราะมันขยับได้จริงจุดถัดมา ”เมืองแห่งเกษตรกรรมและปศุสัตว์” จะมีกลิ่นอายสไตล์ American Country ที่เมื่อเห็นแล้วจะทำให้รู้สึกว่า “เนี่ยแหละใช่เลย” มีฟาร์มสัตว์ ศูนย์การค้า และรูปแบบการใช้ชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ ถ้าได้เห็นจะทำให้รู้สึกถึงชาวอเมริกันสมัยก่อนที่พวกเราได้เห็นกันในหนัง ต่อมาเป็นส่วนของอารยธรรมของชาวยุโรปที่มีลักษณะบ้านเมืองที่แตกต่างกันออกไปเหมือนเราได้ย้อนยุคไปดูบ้านเมืองสไลต์ยุโรปในสมัยก่อนว่าเป็นอย่างไร ไฮไลท์ของช่วงนี้จะเป็นการจัดพิธีแต่งงานที่โบสถ์ ถ้าใครไปที่นี่ห้ามพลาดเด็ดขาด และยังมีการจำลองปราสาทเก่าในสมัยอีกด้วย เป็นเพราะเหตุผลนี้จึงทำให้จุดนี้เรียกว่า “เมืองแห่งเรื่องราวประวัติศาสตร์” เข้าสู่ยุคที่มีการพัฒนาสู่ความเจริญมากขึ้นทำให้มีการคมนาคมที่สะดวกมากกว่าเดิมและเปี่ยมไปด้วยความบันเทิง จึงต้องเรียกที่นี่ว่า…

ตามล่าหาสีชมพูฟรุ้งฟริ้ง…นางพญาเสือโคร่งบานที่เชียงใหม่

ทริปนี้เราตั้งใจตามหาซากุระหรือนางพญาเสือโคร่ง หลังจากพลาดโอกาสมาหลายปี เพราะนางพญาเสือโคร่งจะบานสะพรั่งแค่เพียง 2 – 3 สัปดาห์เท่านั้น เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมเป็นต้นไปจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ แต่ก็จะบานไม่พร้อมกัน บางที่เพิ่งบานแต่ที่อื่นโรยแล้วก็มีทั้ง ๆ ที่อยู่ใกล้ ๆ กัน ทริปนี้โชคดีเรามาถูกจังหวะในช่วงต้นเดือนมกราคม เลยได้เห็นสีชมพูยังบานสะพรั่งละลานตา ดีต่อใจจริง ๆ  เราแบ่งทริปออกเป็นทิศเหนือกับใต้ของตัวเมืองเชียงใหม่ เริ่มจากที่ที่มีซากุระของจริงกันเลย “ดอยอ่างขาง” ซากุระของจริงที่เอามาปลูกจากญี่ปุ่นยังบานสะพรั่งสีชมพูสด ถึงต้นจะไม่ใหญ่มากนักแต่ความสวยไม่เป็นรองใคร จุดที่เราสามารถชมซากุระคือแปลงปลูกผักเมืองหนาว โครงการหลวงอ่างขาง สวน 80 ปี ซอยก่อนถึงโครงการหลวง และตามเส้นทางเที่ยวดอยอ่างขาง  นอกจากซากุระและนางพญาเสือโคร่งแล้ว อ่างขางยังมีที่เที่ยวฟิน ๆ อีกหลายจุดที่ไม่ควรพลาดอย่างไร่ชา 2000 ไร่สตอเบอร์รี่ที่มีผลผลิตตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงมีนาคม แปลงกุหลาบ ที่ชาวเขาช่วยกันปลูกส่งให้ทางโครงการหลวงนำมาจำหน่าย เรามีโอกาสได้คุยกับชาวเขาที่ดูแลแปลงกุหลาบอยู่ ชาวเขาบอกว่าทั้งหมดนี้ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นคนลงทุนริเริ่มการปลูกเอาไว้ให้พวกเขา ทำให้มีรายได้จากการขายกุหลาบ มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจนทุกวันนี้ ฟังแล้วตื้นตันใจจนบอกไม่ถูก ไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่าพวกเขารักพระองค์มากแค่ไหน เราขอแนะนำให้ไปดูพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านได้ที่พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 ฝาง อยู่ทางขึ้นดอยอ่างขางนี่แหละ จะเป็นประวัติของการก่อตั้งโครงการหลวงและร้านดอยคำ ชาวเขาเมื่อปลูกพืชได้จะส่งผลผลิตมาที่นี่ แปรรูป และส่งขายตามร้านดอยคำทั่วประเทศ  เอาล่ะ…